OTC / Oxiso · คลังสินค้า

คู่มือการคำนวณสต็อกสินค้า

เรียนรู้วิธีคำนวณจำนวนสั่งซื้อทั้ง 6 แบบ ทดลองปรับพารามิเตอร์และดูกราฟยอดคงเหลือจริง พร้อมตัวช่วยเลือก method และแบบทดสอบความเข้าใจ

PART 1

เรียนรู้วิธีคำนวณทั้ง 6 แบบ

แต่ละวิธีเหมาะกับสินค้าต่างประเภท เลือกแท็บด้านล่างเพื่อดูสูตร ปรับค่า และสังเกตว่ากราฟยอดคงเหลือมีลักษณะอย่างไร

MAX–MIN

เติมให้ถึง MAX เสมอ

วิธีพื้นฐานที่ใช้บ่อยที่สุด สั่งเมื่อสต็อกแตะ MIN และสั่งให้เต็ม MAX ทุกครั้ง ปริมาณสั่งจึงขึ้นอยู่กับว่าสต็อกลดไปมากแค่ไหนก่อนสั่ง

MIN (ROP) = อัตราเบิก/วัน × (เวลาเปิด PO + Lead Time)
จำนวนสั่ง = MAX − คงเหลือปัจจุบัน
สั่งเมื่อ: คงเหลือ ≤ MIN  |  รับสินค้าหลัง (เวลาเปิด PO + Lead Time) วัน

ปรับพารามิเตอร์

MAX (เป้าหมายเต็ม) 200
อัตราเบิก/วัน 3
เวลาเปิด PO (วัน) 10
Lead Time — เวลาผู้ขายส่งของ (วัน) 21
MIN (ROP)
93
หน่วย
จำนวนสั่ง (≈)
107
หน่วย
รอบสั่ง (≈)
36
วัน/ครั้ง

กราฟจำลอง 180 วัน

MAX
ระดับสต็อกสูงสุด (Target Level) — ระดับที่ต้องการให้สต็อกกลับถึงหลังรับสินค้า จำนวนที่สั่งแต่ละครั้ง = MAX − คงเหลือปัจจุบัน
อัตราเบิก/วัน
Average Daily Demand — จำนวนหน่วยที่เบิกใช้โดยเฉลี่ยต่อวัน คำนวณจากประวัติ 3–6 เดือน ใช้กำหนด MIN และประเมินรอบสั่ง
เวลาเปิด PO (วัน)
PO Processing Time — เวลาตั้งแต่ตัดสินใจสั่งจนกระทั่งผู้ขายได้รับ PO และเริ่มเตรียมของ เช่น ขั้นตอนอนุมัติภายใน ส่ง email รอยืนยัน = 7–15 วัน ต้องรวมเข้าใน ROP ด้วยเสมอ
Lead Time (วัน)
Supplier Lead Time — เวลาตั้งแต่ผู้ขายได้รับ PO จนกระทั่งสินค้าถึงโกดัง MIN = อัตราเบิก × (PO Time + Lead Time) เพื่อให้สต็อกไม่ขาดระหว่างรอ

เหมาะกับ consumable ทั่วไปที่ demand สม่ำเสมอ เช่น ถุงมือ กระดาษ หมึก   ระวัง ถ้า demand ไม่สม่ำเสมอ สต็อกอาจล้นหรือขาด
ลักษณะกราฟ: ฟันเลื่อย — เห็น ◆ วันเปิด PO และ ▲ วันรับของหลัง Lead Time ชัดเจน

คงเหลือ (ลดทุกวันตาม demand)
MIN/ROP — เส้นแดงประ (แตะแล้วต้องเปิด PO)
MAX — เส้นฟ้าประ (เติมให้ถึงนี้)
◆ เปิด PO (สต็อกแตะ MIN)
▲ รับสินค้า (หลัง PO Time + Lead Time)

DAYS OF SUPPLY

สั่งให้สต็อกพอใช้ตามจำนวนวันที่กำหนด

กำหนดเป้าหมายว่าอยากให้สต็อกพอใช้กี่วัน แล้วคำนวณจากอัตราเบิกเฉลี่ย ยืดหยุ่นกว่า MAX-MIN เพราะปรับตาม demand จริง

ROP = avgPerDay × (เวลาเปิด PO + Lead Time)
Target Stock = avgPerDay × Target Days
จำนวนสั่ง = Target Stock − (คงเหลือ + กำลังสั่ง)
สั่งเมื่อ: สต็อกพอใช้ ≤ (เวลาเปิด PO + Lead Time) วัน

ปรับพารามิเตอร์

อัตราเบิก/วัน 5
Target Days 90
คงเหลือปัจจุบัน 200
เวลาเปิด PO (วัน) 10
Lead Time — เวลาผู้ขายส่งของ (วัน) 21
Target Stock
450
หน่วย
ROP
155
หน่วย
จำนวนสั่ง
250
หน่วย

กราฟจำลอง 240 วัน

อัตราเบิก/วัน
Average Daily Demand — จำนวนหน่วยที่เบิกใช้โดยเฉลี่ยต่อวัน ใช้คำนวณทั้ง Target Stock และ ROP
Target Days
จำนวนวันที่ต้องการให้สต็อกพอใช้หลังรับของ — ควรมากกว่า (PO Time + Lead Time) เพื่อมี safety buffer เช่น PO 10 + LT 21 + Safety 30 = Target 61+ วัน
เวลาเปิด PO (วัน)
PO Processing Time — เวลาภายในองค์กรตั้งแต่ตัดสินใจสั่งจนผู้ขายได้รับ PO เช่น ขออนุมัติ → จัดทำ PO → ส่ง email = 7–15 วัน ต้องรวมใน ROP เสมอ
Lead Time (วัน)
Supplier Lead Time — เวลาตั้งแต่ผู้ขายได้รับ PO จนสินค้าถึงโกดัง ROP = avgPerDay × (PO Time + Lead Time)

เหมาะกับ สินค้าที่ demand เปลี่ยนได้ ต้องการควบคุมเป็น "วัน" แทน "จำนวน"   ระวัง ต้องมี avgPerDay แม่นยำ
ลักษณะกราฟ: ฟันเลื่อย — เห็น ◆ วันเปิด PO (แตะ ROP) และ ▲ วันรับของหลัง Lead Time ชัดเจน

คงเหลือ
Target Level — เส้นเขียวประ
ROP = avgPerDay × (PO Time + LT) — เส้นแดงประ
◆ เปิด PO (สต็อกแตะ ROP)
▲ รับสินค้า (หลัง PO Time + Lead Time)

FIXED LOT

สั่งจำนวนคงที่ทุกครั้ง

สั่งจำนวนเดิมทุกครั้งตาม MOQ ของผู้ขายหรือขนาดบรรจุ ไม่ขึ้นกับ demand สั่งเมื่อสต็อกแตะจุดสั่งซื้อ (ROP)

ROP = avgPerDay × (เวลาเปิด PO + Lead Time)
จำนวนสั่ง = Lot Size (คงที่)
สั่งเมื่อ: คงเหลือ ≤ ROP  |  รับสินค้าหลัง (เวลาเปิด PO + Lead Time) วัน

ปรับพารามิเตอร์

Lot Size 500
อัตราเบิก/วัน 8
เวลาเปิด PO (วัน) 10
Lead Time — เวลาผู้ขายส่งของ (วัน) 20
ROP
240
หน่วย
สั่งทุกๆ
63
วัน
สต็อกเฉลี่ย
490
หน่วย

กราฟจำลอง 200 วัน

Lot Size
จำนวนสั่งคงที่ต่อครั้ง (MOQ) — กำหนดโดยผู้ขาย เช่น 1 พาเลท = 500 ชิ้น สั่งได้แค่จำนวนนี้เสมอ ไม่ขึ้นกับยอดคงเหลือ
อัตราเบิก/วัน
Average Daily Demand — ใช้คำนวณ ROP และประเมินรอบสั่ง (Lot Size ÷ อัตราเบิก = วันที่สั่งครั้งถัดไป)
เวลาเปิด PO (วัน)
PO Processing Time — เวลาภายในองค์กรตั้งแต่ตัดสินใจสั่งจนผู้ขายได้รับ PO เช่น ขออนุมัติ → จัดทำ PO → ส่ง email = 7–15 วัน ต้องรวมใน ROP เสมอ
Lead Time (วัน)
Supplier Lead Time — เวลาตั้งแต่ผู้ขายได้รับ PO จนสินค้าถึงโกดัง ROP = avgPerDay × (PO Time + Lead Time) ถ้าลืม PO Time สต็อกอาจขาดได้ 7–15 วัน

เหมาะกับ สินค้าที่ผู้ขายกำหนด MOQ หรือซื้อเป็น pallet/carton เสมอ   ระวัง ถ้า demand เพิ่มมาก ROP ต้องปรับ
ลักษณะกราฟ: ฟันเลื่อยที่ยอดสูงสุดเท่ากันทุกครั้ง เห็น gap ระหว่าง ◆ กับ ▲ ซึ่งคือ PO Time + Lead Time

คงเหลือ
ROP = avgPerDay × (PO Time + LT) — เส้นแดงประ
◆ เปิด PO (วันที่สต็อกแตะ ROP)
▲ รับสินค้า (หลัง PO Time + Lead Time)

EOQ

Economic Order Quantity — ต้นทุนรวมต่ำที่สุด

หาจำนวนสั่งที่ทำให้ต้นทุนรวม (ต้นทุนสั่งซื้อ + ต้นทุนเก็บรักษา) ต่ำสุด สั่งบ่อย = เก็บน้อยแต่สั่งแพง EOQ คือจุดสมดุล

EOQ = √(2 × D × S / H)
D = demand/ปี   S = ต้นทุนสั่ง/ครั้ง   H = ต้นทุนเก็บ/หน่วย/ปี

ปรับพารามิเตอร์

Demand/ปี (D) 3,600
ต้นทุนสั่ง/ครั้ง (S) 500
ต้นทุนเก็บ/หน่วย/ปี (H) 10
EOQ
600
หน่วย
สั่งปีละ
6
ครั้ง
ต้นทุนรวม/ปี
6,000
บาท

Total Cost เทียบกับ Order Qty

Demand/ปี (D)
ปริมาณความต้องการทั้งปี — จำนวนหน่วยที่คาดว่าจะใช้ใน 1 ปี เช่น เบิก 10 หน่วย/วัน × 360 = 3,600 หน่วย/ปี
ต้นทุนสั่ง/ครั้ง (S)
Ordering Cost — ค่าใช้จ่ายคงที่ต่อการสั่ง 1 ครั้ง เช่น ค่าจัดทำ PO + ค่าขนส่ง + ค่าตรวจรับ (บาท/ครั้ง) ยิ่งสูงยิ่งควรสั่งครั้งละมากๆ
ต้นทุนเก็บ/หน่วย/ปี (H)
Holding Cost — ค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้า 1 หน่วยไว้ 1 ปี เช่น ดอกเบี้ยทุน + ค่าพื้นที่ + ความเสี่ยงหมดอายุ (บาท/หน่วย/ปี) ยิ่งสูงยิ่งควรสั่งบ่อยครั้งละน้อย

เหมาะกับ สินค้าที่ทราบต้นทุนสั่งและเก็บชัดเจน demand สม่ำเสมอ   ระวัง สมมติว่า demand คงที่ตลอดปี
ลักษณะกราฟ: เส้น U-shape — จุดต่ำสุดของ Total Cost คือ EOQ ที่เส้น Holding และ Ordering ตัดกัน

Holding Cost (สูงขึ้นเมื่อสั่งครั้งละมาก)
Ordering Cost (ลดลงเมื่อสั่งครั้งละมาก)
Total Cost — จุดต่ำสุดคือ EOQ

PERIODIC REVIEW

สั่งทุก N วัน เติมให้ถึง Target Level

สั่งตามรอบที่กำหนดล่วงหน้า เช่นทุกเดือน เติมให้ถึง Target ที่คำนวณจาก Lead Time + Safety เหมาะกับการสั่งหลายรายการพร้อมกัน

Target = avgPerDay × (Review + PO Time + Lead Time + Safety)
จำนวนสั่ง = Target − คงเหลือ − กำลังสั่ง
สั่งทุก Review Period วัน  |  รับสินค้าหลัง (PO Time + Lead Time) วัน

ปรับพารามิเตอร์

avgPerDay 5
Review Period (วัน) 30
เวลาเปิด PO (วัน) 10
Lead Time — เวลาผู้ขายส่งของ (วัน) 80
Safety Days 14
Target Level
670
หน่วย
Safety Stock
70
หน่วย
Max สั่ง/ครั้ง
670
หน่วย

กราฟจำลอง 240 วัน

avgPerDay
Average Daily Demand — จำนวนหน่วยที่เบิกใช้โดยเฉลี่ยต่อวัน ใช้คำนวณ Target Level และ Safety Stock
Review Period (วัน)
รอบการรีวิวสต็อก — ทุกกี่วันจะนับสต็อกและเปิดคำสั่งซื้อ เช่น 30 = ทุกต้นเดือน ยิ่งสั้นยิ่งตอบสนองได้เร็วแต่ต้นทุนการจัดซื้อสูง
เวลาเปิด PO (วัน)
PO Processing Time — เวลาภายในองค์กรตั้งแต่วันรีวิวจนผู้ขายได้รับ PO เช่น อนุมัติ → จัดทำ PO → ส่ง email = 7–15 วัน ต้องรวมใน Target เสมอ เพราะสต็อกยังลดต่อระหว่างรอ
Lead Time (วัน)
Supplier Lead Time — เวลาตั้งแต่ผู้ขายได้รับ PO จนสินค้าถึงโกดัง Target = avgPerDay × (Review + PO Time + Lead Time + Safety)
Safety Days
วันสำรอง (Safety Buffer) — บัฟเฟอร์เผื่อ demand สูงกว่าคาดหรือของส่งช้า แปลงเป็น Safety Stock = avgPerDay × Safety Days

เหมาะกับ สั่งหลายรายการพร้อมกันในรอบเดียว เช่น ประชุม Purchasing ทุกเดือน   ระวัง ถ้า demand spike ระหว่างรอบอาจขาด ต้องมี safety stock พอ
ลักษณะกราฟ: เปิด PO ทุก Review Period เห็น ▲ วันรับของหลัง PO Time + Lead Time

คงเหลือ
Target Level — เส้นเขียวประ (เติมให้ถึงนี้ทุกรอบ)
Safety Stock — เส้นแดงประ (ห้ามต่ำกว่านี้)
◆ วันรีวิว+เปิด PO (ทุก Review Period)
▲ รับสินค้า (หลัง PO Time + Lead Time)

CONSUMPTION BATCH

เบิกไม่สม่ำเสมอ — คำนวณจากความถี่และปริมาณต่อครั้ง

สำหรับสินค้าที่ไม่ได้เบิกทุกวัน เช่น เม็ดยิง ที่เบิก 0–5 ครั้ง/เดือน ปริมาณต่างกัน วัด "สต็อกพอใช้กี่เดือน" แทนการวัดรายวัน

avgQtyPerUse = totalOut ÷ จำนวนครั้งที่เบิก
avgFreq = จำนวนครั้ง ÷ จำนวนเดือน
สต็อกเหลือ(เดือน) = คงเหลือ ÷ (avgQtyPerUse × avgFreq)
สั่งเมื่อ: เดือนที่เหลือ ≤ Lead Time + Safety

ปรับพารามิเตอร์

เบิกเฉลี่ย/ครั้ง 400
ความถี่ (ครั้ง/เดือน) 2.0
คงเหลือ 1,200
Lead Time (เดือน) 3.0
Safety Buffer (เดือน) 1.5
สต็อกเหลือ
1.5
เดือน
Threshold
4.5
เดือน
สถานะ
สั่งด่วน

กราฟจำลอง 12 เดือน

เบิกเฉลี่ย/ครั้ง
Average Quantity per Use — ปริมาณที่เบิกต่อ 1 ครั้งโดยเฉลี่ย คำนวณจาก: ยอดเบิกรวม ÷ จำนวนครั้งที่เบิกใน 3–6 เดือน
ความถี่ (ครั้ง/เดือน)
Average Frequency — เบิกกี่ครั้งต่อเดือนโดยเฉลี่ย เช่น 2 ครั้ง/เดือน ใช้คำนวณ "สต็อกเหลือกี่เดือน" ร่วมกับปริมาณต่อครั้ง: เดือนที่เหลือ = คงเหลือ ÷ (ครั้ง/เดือน × ปริมาณ/ครั้ง)
คงเหลือ
ยอดสต็อกในมือขณะนี้ — ใช้คำนวณว่าสต็อกพอใช้อีกกี่เดือน
Lead Time (เดือน)
ระยะเวลาตั้งแต่เปิด PO จนถึงรับสินค้า — หน่วยเป็นเดือนเพราะของใช้เวลานำเข้า เช่น เม็ดยิงจากต่างประเทศ = 3 เดือน
Safety Buffer (เดือน)
บัฟเฟอร์ความปลอดภัย — เดือนสำรองเผื่อ demand สูงกว่าคาดหรือของส่งล่าช้า Threshold = Lead Time + Safety Buffer สั่งเมื่อเดือนที่เหลือ ≤ Threshold

เหมาะกับ เม็ดยิง วัตถุดิบนำเข้าที่เบิกเป็น batch ใหญ่ Lead Time ยาว 2–4 เดือน   ระวัง ต้องมีประวัติการเบิก 3–6 เดือน
ลักษณะกราฟ: ขั้นบันไดลงทีละก้อนใหญ่ (ไม่เรียบ) เพราะเบิกเป็นครั้งใหญ่ ไม่ใช่ทีละนิด

คงเหลือ (รายเดือน)
Threshold — เส้นแดงประ (ต้องสั่งเมื่อต่ำกว่านี้)
◆ เปิด PO (เดือนที่สต็อกแตะ Threshold)
▲ รับสินค้า (หลัง Lead Time)

PART 2

เลือก method ไหนดี?

ตอบคำถามทีละข้อเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการตั้งค่า แล้วระบบจะแนะนำวิธีคำนวณที่เหมาะที่สุดให้

คำถามที่ 1 / 3

สินค้านี้เบิกใช้บ่อยแค่ไหน?

ความสม่ำเสมอของการเบิกเป็นตัวกำหนดหลัก
คำถามที่ 2 / 3

ผู้ขายกำหนดจำนวนสั่งขั้นต่ำ (MOQ) ไหม?

เช่น ต้องสั่งครั้งละ 1 พาเลท หรือ 1 กล่องเสมอ
คำถามที่ 3 / 3

ทราบต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนเก็บรักษาไหม?

ต้นทุนต่อการสั่ง 1 ครั้ง และค่าเก็บรักษาต่อหน่วยต่อปี
🎯
แนะนำให้ใช้

MAX–MIN

PART 3

แบบทดสอบความเข้าใจ

อ่านสถานการณ์แล้วเลือกวิธีที่เหมาะที่สุด ระบบจะอธิบายเหตุผลทันทีหลังตอบ

คะแนน 0 / 5